— lasik by dr.orathai

ผ่าตัดต้อกระจก โดย จักษุแพทย์เฉพาะทาง

ต้อกระจก

บริการ ผ่าตัดต้อกระจก
by Dr.Orathai

เมื่ออายุมากขึ้น หลายท่านอาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสายตา ไม่ว่าจะเป็นอาการมองไม่ชัด ตาพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีฝ้าบดบังการมองเห็น อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย จนกระทั่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการอ่านหนังสือ การขับรถในช่วงกลางคืน หรือการทำงานที่ต้องใช้สายตา

สาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าวคือ ต้อกระจก (Cataract) ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติของเลนส์ตา เมื่อเลนส์ที่เคยใสเริ่มขุ่น แสงจึงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้น้อยลง ทำให้การมองเห็นลดลงและภาพไม่คมชัดเหมือนเดิม

ในปัจจุบัน การผ่าตัดต้อกระจก (Cataract Surgery) เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับผู้ที่มีภาวะต้อกระจกที่ส่งผลต่อการมองเห็น โดยเป็นการนำเลนส์ตาที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) เพื่อทดแทนเลนส์เดิม ช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้น

การผ่าตัดต้อกระจกจำเป็นต้องอาศัยการประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งในด้านชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม และความต้องการในการมองเห็น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล

ต้อกระจก

ทำความรู้จักโรค ต้อกระจก
คืออะไร?

ต้อกระจก (Cataract) คือภาวะที่เลนส์แก้วตามีความขุ่น จากเดิมที่ควรใส กลายเป็นสีขาวขุ่น เหลือง หรือออกน้ำตาล ส่งผลให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้น้อยลง จึงทำให้เกิดอาการตามัว มองไม่ชัด ภาพไม่คม สีดูหม่นลง หรือบางคนจะรู้สึกเหมือน มีอะไรขุ่นๆในตา คล้ายมีหมอกบังตาตลอดเวลา แม้ใส่แว่นหรือแก้ค่าสายตาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น

โดยทั่วไป ต้อกระจก มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นผลจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า เลนส์ตาเสื่อม อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก

ต้อกระจกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นผลจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ หรือที่เรียกว่า เลนส์ตาเสื่อม อย่างไรก็ตาม ต้อกระจกสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต้อกระจก

  • อายุ โดยส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นผลจากความเสื่อมตามวัย
  • การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นเวลานาน
  • การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • โรคประจำตัว เช่น เช่น เบาหวาน อาจส่งเสริมให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้นได้
  • โรคทางตา เช่น การอักเสบ, ติดเชื้อภายในตา หรือเคยเข้ารับการผ่าตัดตามาก่อน เป็นต้น
  • การสูบบุหรี่จัด
  • อุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนที่ดวงตา
  • พันธุกรรม

อาการของต้อกระจก

การขุ่นของเลนส์ตาจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นเวลาหลายปี โดยไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจเพียงรู้สึกว่าสายตาเปลี่ยนไป เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น สายตาเอียงมากขึ้น หรือ

ต้อกระจก

อาการต้อกระจก

การขุ่นของเลนส์ตาจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นเวลาหลายปี โดยไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจเพียงรู้สึกว่าสายตาเปลี่ยนไป เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น สายตาเอียงมากขึ้น หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยกว่าปกติ เมื่อเวลาผ่านไป ความขุ่นของเลนส์จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้การมองเห็นแย่ลงอย่างชัดเจน และเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มองไม่ชัด ภาพไม่คม แม้เปลี่ยนแว่นแล้วก็ไม่ดีขึ้น
  • ตาพร่า ตามัว เหมือนมีหมอกหรือฝ้าบังสายตา
  • ตาไวต่อแสง หรือสู้แสงจ้าไม่ได้
  • เห็นแสงไฟแตกกระจาย โดยเฉพาะขณะขับรถกลางคืน
  • สีของวัตถุที่มองเห็นดูหม่นลง ต้องการแสงสว่างมากขึ้นในการมอง

หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุอย่างถูกต้อง และพิจารณาความเหมาะสมในการรักษา

ต้อกระจก อันตรายหรือไม่?

ในระยะแรก ต้อกระจก อาจยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง ผู้ป่วยจำนวนมากจะเริ่มจากอาการ มองไม่ชัด เล็กน้อย ค่าสายตาเปลี่ยน หรือรู้สึกเหมือน มีอะไรขุ่นๆในตา โดยที่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่เข้ารับการดูแล เลนส์ตาที่ขุ่นจากภาวะ เลนส์ตาเสื่อม อาจแข็งและหนาตัวมากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ ต้อกระจก เข้าสู่ระยะรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อดวงตา เช่น

  • ความดันตาสูง
  • ต้อหิน
  • การอักเสบภายในลูกตา

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว และในบางกรณีอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร หากไม่ได้รับการ รักษาโรคต้อกระจก อย่างเหมาะสม

ต้อกระจกรักษาอย่างไร ?

ในปัจจุบัน ยังไม่มียา หรือวิธีการรักษาใด ที่สามารถทำให้เลนส์ตาซึ่งขุ่นจาก ต้อกระจก กลับมาใสได้ การรักษาจะขึ้นอยู่กับ ระยะของโรค และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โดยแนวทางการดูแลสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักๆ ดังนี้

  • การดูแลในระยะเริ่มต้น (ยังไม่ต้อง ผ่าตัดต้อกระจก)

ในช่วงที่ ต้อกระจก ยังไม่รุนแรง และอาการ มองไม่ชัด ยังไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มากนัก จักษุแพทย์มักแนะนำการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้นชั่วคราว เช่น

    • การปรับค่าสายตา หรือเปลี่ยนแว่นให้เหมาะสม
    • การใช้แว่นกันแดด เพื่อลดแสงจ้า
    • การเพิ่มความสว่างในการอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆ

แนวทางนี้ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นชั่วคราว แต่ ไม่สามารถหยุดการดำเนินของโรค หรือรักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดได้

  • การรักษาด้วยการ ผ่าตัดต้อกระจก (Cataract Surgery)

เมื่อ ต้อกระจก มีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เช่น

    • มองไม่ชัด มากขึ้น
    • ตาพร่ามัว เห็นภาพไม่คม
    • การมองเห็นไม่เพียงพอสำหรับการทำกิจกรรมสำคัญ เช่นการทำงาน หรือการขับรถ

จักษุแพทย์จะพิจารณาการ ผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งถือเป็นวิธีการ รักษาโรคต้อกระจก ที่ได้ที่สุด และเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน

การผ่าตัด ต้อกระจกหรือการสลายต้อกระจกเป็นการนำเลนส์ตาธรรมชาติที่ขุ่นออก และใส่ เลนส์ตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) เข้าไปแทน เพื่อช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมาชัดเจนขึ้น โดยถือเป็นการ ผ่าตัดตา ที่มีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาไม่นาน และให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว 

ก่อนการผ่าตัด แพทย์จะตรวจประเมินสายตา และสุขภาพตาอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการรักษา รวมถึงเลือกชนิดของ เลนส์ตาเทียม ให้สอดคล้องกับโครงสร้างดวงตา และลักษณะการใช้งานสายตาของผู้ป่วยแต่ละราย

ต้อกระจกรักษาอย่างไร ?
วิธีการ ผ่าตัดต้อกระจก
ชนิดของ เลนส์ตาเทียม (Intraocular Lens: IOL)
เลนส์ตาเทียมชนิดแก้สายตาเอียง (Toric IOL)

วิธีการ ผ่าตัดต้อกระจก

การ ผ่าตัดต้อกระจก เป็นแนวทางหลักในการ รักษาโรคต้อกระจก ในปัจจุบัน โดยวิธีการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับ ระยะความรุนแรงของต้อกระจก, ลักษณะ เลนส์ตาเสื่อม, และสุขภาพตาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักดังนี้

  • ผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลเล็ก (Phacoemulsification with Intraocular Lens Implantation)

เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน เหมาะกับผู้ป่วย ต้อกระจก ส่วนใหญ่ที่ยังไม่อยู่ในระยะรุนแรงมาก จักษุแพทย์จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อ สลายต้อกระจก เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วดูดออกผ่านแผลขนาดเล็ก ประมาณ 2–3 มิลลิเมตร จากนั้นใส่ เลนส์ตาเทียม เข้าไปแทนที่

ข้อดีของการผ่าตัดแบบแผลเล็ก

    • แผลเล็ก ไม่จำเป็นต้องเย็บแผล
    • การฟื้นตัวเร็ว
    • ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

 

  • ผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลเปิดกว้าง (Extracapsular Cataract Extraction with Intraocular Lens Implantation – ECCE)

วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ ต้อกระจก มีความรุนแรงมาก เลนส์ตามีความแข็งสูง ไม่สามารถ สลายต้อกระจก ด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ได้ แพทย์จำเป็นต้องเปิดแผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อนำเลนส์ตาที่ขุ่นออกทั้งชิ้น จากนั้นจึงใส่ เลนส์ตาเทียม เข้าไปแทน และทำการเย็บปิดแผล

ข้อควรทราบของการผ่าตัดแบบแผลเปิดกว้าง

    • แผลใหญ่กว่าวิธีผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลเล็ก
    • จำเป็นต้องเย็บแผล
    • ระยะฟื้นตัวนานกว่า
    • มักใช้เฉพาะในเคสที่ต้อกระจกรุนแรงหรือมีข้อจำกัดเฉพาะด้านโครงสร้างตา

ชนิดของ เลนส์ตาเทียม (Intraocular Lens: IOL)

การเลือก เลนส์ตาเทียม ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการ ผ่าตัดต้อกระจก เพราะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว จักษุแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น โครงสร้างดวงตา ระดับ ต้อกระจก ลักษณะการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน และไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย เพื่อให้ผลลัพธ์เหมาะสม กับแต่ละบุคคลมากที่สุด

โดยทั่วไป เลนส์ตาเทียม สามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ดังนี้

เลนส์ตาเทียมชนิดโฟกัสระยะเดียว (Monofocal IOL)

เป็นเลนส์มาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ช่วยให้การมองเห็นคมชัดในระยะเดียว โดยส่วนใหญ่มักตั้งค่าให้มองระยะไกลได้ชัด หลังการผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยอาจยังจำเป็นต้องใช้แว่นสายตาช่วยมองระยะใกล้ เช่น อ่านหนังสือ หรือใช้โทรศัพท์

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการการมองระยะไกลชัดเจน
  • ผู้ที่ไม่กังวลเรื่องการใส่แว่นอ่านหนังสือ
เลนส์ตาเทียมชนิดหลายระยะ (Multifocal IOL)

เป็นเลนส์ที่ออกแบบให้สามารถมองเห็นได้หลายระยะ ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ช่วยลดการพึ่งพาแว่นสายตาหลังการผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม เลนส์ชนิดนี้อาจทำให้เกิดอาการแสงฟุ้ง แสงกระจาย หรือแสงรบกวนในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว และอาการมักค่อย ๆ ดีขึ้น

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการลดการใช้แว่นให้มากที่สุด
  • ไม่ขับรถกลางคืนเป็นหลัก
  • มีสภาพดวงตาเหมาะสม ไม่มีโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือต้อหินรุนแรง
เลนส์ตาเทียมชนิดระยะชัดต่อเนื่อง (EDOF IOL – Extended Depth of Focus)

เป็นเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มช่วงระยะการมองเห็นให้ต่อเนื่องมากขึ้น ให้การมองเห็นที่ดีตั้งแต่ระยะไกลจนถึงระยะกลาง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์หรือทำงานทั่วไป ช่วยลดการพึ่งพาแว่นในชีวิตประจำวัน

จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือ มีโอกาสเกิดแสงรบกวนในเวลากลางคืนน้อยกว่าเลนส์ Multifocal

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ใช้งานสายตาระยะใกล้ – กลางบ่อย
  • ขับรถกลางคืน
เลนส์ตาเทียมชนิดแก้สายตาเอียง (Toric IOL)

เป็น เลนส์ตาเทียม ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขภาวะสายตาเอียงร่วมกับการ ผ่าตัดต้อกระจก เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงก่อนการผ่าตัด โดยมีหลายรูปแบบให้เลือก เช่น

  • Monofocal Toric IOL
  • EDOF Toric IOL
  • Multifocal Toric IOL

ช่วยลดการพึ่งพาแว่นสายตาหลังผ่าตัด และเพิ่มคุณภาพการมองเห็นให้คมชัดมากขึ้น

การดูแลหลัง ผ่าตัดต้อกระจก

หลังการ ผ่าตัดต้อกระจก การดูแลดวงตาอย่างถูกต้องในช่วงพักฟื้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ลดความเสี่ยงต้อกระจกภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์ด้านการมองเห็นเป็นไปตามแผนการรักษา

การดูแลหลัง ผ่าตัดต้อกระจก
ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ยาหยอดตาจะช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม ควรหยอดยาตามเวลาและระยะเวลาที่จักษุแพทย์แนะนำอย่างครบถ้วน ห้ามหยุดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและการกระทบกระแทกดวงตา

หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและการกระทบกระแทกดวงตา

โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดตา หากรู้สึกระคายเคืองหรือแห้งตา แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมแทนการขยี้ตา เพื่อลดความเสี่ยงต่อแผลผ่าตัด

ป้องกันดวงตาจากแสงแดด ลม และฝุ่น

ป้องกันน้ำ ฝุ่น และสิ่งสกปรกเข้าตา

ควรงดให้น้ำเข้าตา งดว่ายน้ำ และหลีกเลี่ยงฝุ่นหรือสิ่งสกปรกในช่วงแรกหลังผ่าตัด แนะนำให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือสะอาดเช็ดรอบดวงตาแทนการล้างหน้า และงดการแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตาตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา

ควรใส่แว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้งเพื่อลดแสงจ้าและฝุ่นละออง และใส่ที่ครอบตาขณะนอนหลับในช่วงแรก เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว

เข้ารับการตรวจติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

เข้ารับการตรวจติดตามหลังการรักษาตามนัด

การตรวจติดตามช่วยให้แพทย์ประเมินการฟื้นตัวของดวงตา ตรวจตำแหน่งเลนส์ตาเทียม และประเมินคุณภาพการมองเห็นหลัง การรักษาโรคต้อกระจก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตา ตาแดง หรือการมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัดโดยไม่ต้องรอถึงวันนัด

การป้องกัน ต้อกระจก

แม้ว่า ต้อกระจก จะเป็นภาวะที่พบได้ตามวัย และไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การได้ดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสม สามารถช่วย ชะลอการเกิดและการลุกลามของต้อกระจก โดยมีแนวทางดูแลดังนี้

แนวทางดูแลสุขภาพตาเพื่อลดความเสี่ยง ต้อกระจก

  • ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • สวมแว่นกันแดด หรือแว่นที่สามารถกรองรังสี UV เมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
  • ดูแลและควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน ซึ่งมีผลต่อการเกิด ต้อกระจก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น หรือใช้โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • งดสูบบุหรี่ และลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน

สรุป

ต้อกระจก เป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามวัย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย อาการมักค่อย ๆ แสดงออกอย่างช้า ๆ เช่น มองไม่ชัด ตาพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีฝ้าบังสายตา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตาในระยะยาว

ในปัจจุบัน การ ผ่าตัดต้อกระจก ถือเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีและเป็นมาตรฐาน โดยความปลอดภัยและผลลัพธ์ของการรักษาจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินอย่างละเอียด และการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยจักษุแพทย์

หากคุณมีอาการ มองไม่ชัด ตาพร่ามัว หรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะต้อกระจก แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมสำหรับดวงตาของคุณ

รีวิวผู้เข้ารับการรักษา

Have questions? Get a FREE consultation with Dr.Orathai.
สอบถามและปรึกษาหมออ้อ ฟรี!